วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553

มีเพื่อน..ไม่มีเหงา

มีคนบอกว่าคนบางประเภทไม่มีทางจะมีความเหงา ผมว่าไม่จริงหรอก ผมเชื่อว่าคนเราทุกคนย่อมมีมุมความทุกข์ของตัวเอง มีความเศร้าแฝงอยู่ในจิตใจ แม้กระทั่งดาราตลกก็ยังคงหนีไม่พ้นความความเศร้าที่แฝงอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ เราจะเอาชนะมันได้ยังไง ก็คงต้องบอกว่าอย่าพยายามอยู่คนเดียว เพราะเมื่อใดที่เราต้องผจญกับความเหงา ความเศร้า..มันก็จะเข้าทักทาย

วันศุกร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2553

ก.ไอซีที จับมือ 5 หน่วยงาน บูรณาการเครือข่าย GIN กับระบบ GFMIS

นายสือ ล้ออุทัย ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการเครือข่ายสื่อสารข้อมูลเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ (Government Information Network : GIN) กับระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Government Fiscal Management Information System : GFMIS) ว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการเครือข่ายสื่อสารข้อมูลเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ (GIN) กับระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) ระหว่างกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมที่ดิน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงานสถิติแห่งชาติครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการที่จะร่วมกันผลักดันให้เกิดการนำระบบบริหารจัดการภาครัฐ (Back Office) มาใช้ประโยชน์ในเครือข่าย GIN อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด“ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานได้ประยุกต์ใช้เครือข่าย GIN กับระบบงานภายใน โดยใช้รับส่งข้อมูลระหว่างต้นสังกัดกับหน่วยงานในส่วนภูมิภาค อาทิ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กับสำนักงานพัฒนาสังคมจังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต ทั้ง 18 เขต และวิทยาลัยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมไปถึงสำนักงานสถิติแห่งชาติกับสำนักงานสถิติจังหวัดทั่วประเทศ เป็นต้น

โดยต่อมากระทรวงไอซีที กระทรวงการคลัง และกรมที่ดินได้ร่วมกันทดสอบนำส่งข้อมูลระบบบริหารการเงินการคลังแบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) ระหว่างศูนย์ข้อมูลของกระทรวงการคลัง และสำนักงานที่ดินจังหวัดทั่วประเทศ เมื่อเดือนกันยายน 2552 โดยใช้เครือข่าย GIN เป็นเส้นทางเครือข่ายกลางภาครัฐในการรับส่งข้อมูล ซึ่งผลการทดสอบปรากฏว่าสามารถนำส่งข้อมูล และใช้ระบบ GFMIS รวมทั้งระบบงานอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดระยะเวลาในการส่งข้อมูลการเบิกจ่ายงบประมาณได้สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น” นายสือ กล่าว

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นความร่วมมือของทั้ง 6 หน่วยงาน ที่ตระหนักถึงความสำคัญและมีความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะใช้ประโยชน์จากการบูรณาการเครือข่ายสื่อสารข้อมูลเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ (GIN) กับระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) ระหว่างหน่วยงานทั้งหมด จำนวน 319 หน่วยงาน และในอนาคตจะมีการ ขยายผลไปสู่หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ต่อไป ทั้งนี้ เพื่อให้นโยบายและเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนไปสู่รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับการพัฒนาเครือข่ายสื่อสารข้อมูลเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ (GIN) นี้ เป็นแผนงานสำคัญของกระทรวงไอซีทีภายใต้แผนทิศทางการพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government Roadmap) โดยมีเป้าหมายสำคัญที่จะดำเนินการเชื่อมโยงเครือข่าย GIN ให้ครอบคลุมทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากบริการภาครัฐได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเชื่อถือได้

จากการดำเนินงานที่ผ่านมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2549 กระทรวง ฯได้ดำเนินการเชื่อมโยงเครือข่ายในส่วนกลางระดับกระทรวง กรม ให้เชื่อมต่อกับส่วนราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคแล้ว รวมทั้งสิ้น 1,004 หน่วยงาน โดยมีหน่วยงานในส่วนภูมิภาคที่เชื่อมโยงเครือข่าย คือ 1) สำนักงานจังหวัด 2) สำนักงานสถิติจังหวัด 3) สำนักงานพาณิชย์จังหวัด 4) สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด 5) สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 12 เขต 6) สำนักงานขนส่งจังหวัด 7) สำนักงานที่ดินจังหวัด 8) สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 18 เขต และวิทยาลัยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 9) สำนักงานประกันสังคมจังหวัด 10) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสาขาเขตพื้นที่ 13 สาขา

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-1416747 ข้อมูลจาก ThaiPR.net -- อังคารที่ 23 มีนาคม 2553 15:59:00 น.
กรุงเทพฯ--23 มี.ค.--ก.ไอซีที

วันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553

Smart e-Nose

จมูกอิเล็กทรอนิกส์ Smart e-Nose


e-Nose จมูกอิเล็กทรอนิกส์ นวัตกรรมในการจับกลิ่นที่มนุษย์ไม่สามารถรู้ได้ เนื่องจากกลิ่นของก๊าซบางชนิดทำให้เกิดการล้มเจ็บในโรงเลี้ยงสัตว์ ซึ่งผู้ประกอบการไม่สามารถทราบสาเหตุได้


ลักษณะการใช้งาน

ก๊าซที่เกิดขึ้นในโรงเลี้ยงสัตว์ เป็นก๊าซที่เป็นอันตรายต่อการเลี้ยงสัตว์ เช่น ในพื้นดินที่มีไนโตรเจนปะปนอยู่ไม่ว่าจะเป็นจากเศษอาหาร ขี้หมู เยี่ยวหมู เมื่อได้รับความชื้นในดินมากพอก็จะเกิดขบวนการแอมโมนิฟิเคชัน ทำให้ไนโตรเจนในสารอินทรีย์แตกตัวออกแล้วปล่อยแอมโมเนียออกมา สัตว์ที่สัมผัสก๊าซนี้อยู่เสมอจะเกิดการแพ้ระคายต่อเยื่ออ่อนต่างๆ เช่น อวัยวะสืบพันธุ์ ตา หู ปาก จมูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบทางเดินหายใจ ทำให้สัตว์เครียด อ่อนแอลง มีการแสดงออกคล้ายเป็นหวัดอ่อนๆ เช่น มีน้ำมูก น้ำตาไหล สัตว์จะถูกเชื้อโรคเข้าซ้ำเติมจนเป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย ส่วนใหญ่สัตว์ปีกจะไวต่อก๊าซแอมโมเนียมาก ส่วนหมูจะได้รับผลกระทบจากก๊าซนี้เช่นกัน



สำหรับงานวิจัยนี้ได้นำจมูกอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้สายมาทำการวิเคราะห์สภาพภูมิอากาศ หรือสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นบริเวณฟาร์มเลี้ยงสัตว์ซึ่งมีการส่งข้อมูลเป็นเครือข่ายทำให้ได้ข้อมูลของก๊าซในบริเวณต่างๆ ของฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับประมวลผลสภาพอากาศ ณ ช่วงเวลานั้นๆ ว่าสภาพอากาศนั้นเป็นสภาพอากาศดี สภาพอากาศพอใช้ หรือสภาพอากาศเสีย จากนั้นข้อมูลวิเคราะห์ขึ้นมาได้จะถูกเก็บในฐานข้อมูลเพื่อนำข้อมูลนั้นไปแก้ไขในเรื่องระบบสภาพฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หรือมลภาวะที่เกิดจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ให้ได้ถูกต้องตามกระบวนการต่อไป

หลักการทำงาน

คุณสมบัติของเครื่องตรวจวัดก๊าซ

วัดก๊าซได้ 5 ชนิด Methane Ammonia Oxygen Hydrogen Sulfide Carbon dioxide
สามารถแสดงความชื้น อุณหภูมิ และเวลาในการวัด
แสดงผลผ่านหน้าจอ LCD
มีส่วนควบคุมการไหลของอากาศ
มีตัวกรองอากาศ สำหรับสร้างอากาศอ้างอิง
ส่งข้อมูลผ่านพอร์ตอนุกรม RS232
เชื่อมต่อระบบเครือข่ายด้วย Wireless Network
หลักการทำงานของเครื่องจะเริ่มจากส่วน Pneumatic ซึ่งจะมีปั้มลมทำหน้าที่นำอากาศจากภายนอกเข้ามาวัดอากาศ โดยอากาศจะถูกควบคุมทิศทางด้วยโนลินอยวาล์ว (Solenoid Vale) เพื่อนำอากาศนั้นมาเปรียบเทียบกับอากาศอ้างอิง โดยอากาศที่ถูกควบคุมทิศทางการไหลจะเข้ามายังส่วนของก๊าซเซ็นเซอร์อาเรย์ เพื่อทำการทดสอบโดยข้อมูลที่ได้จะอยู่ในรูปสัญญาณแอนะล็อก ดังนั้นจึงต้องผ่านกระบวนการแปลงสัญญาณให้อยู่ในรูปแบบดิจทัลสำหรับส่งข้อมูลผ่านระบบ Wireless Network ให้กับคอมพิวเตอร์กลางเพื่อทำการวิเคราะห์สภาพอากาศ และเก็บข้อมูลไว้ในฐานข้อมูลต่อไป

เชิญชม ตัวอย่างได้ที่ งานประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2553

โดย ดร.อดิสร เตือนตรานนท์
ข้อมูลจาก nectec

วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2553

ขอบคุณ ดร.ยงยุทธ ยะบุญธง

จบวิชาที่ 3 ไปแล้ว ก็เร็วดีเหมือนกัน สอบเมื่อวานไม่รู้ว่าจะตอบตรงใจอาจารย์หรือเปล่า ไม่สามารถเอาความรู้ออกมาอธิบายได้อย่างที่ใจต้องการ แต่รู้ว่าวิชานี้ทำให้รู้อะไรที่เป็นโลกกว้างเพิ่มมากขึ้น ต้องขอบคุณ ดร.ยงยุทธ ยะบุญธง ที่เปิดโลกทัศน์ให้ผม รวมถึงคนอื่นๆหลายๆคน คงได้รับความรู้ใหม่ๆเพิ่มเติมมาอีกเยอะ อย่างน้อยๆ ก็ blog นี้แหละ ซึ่งผมขอให้สัญญาว่าจะทำให้ดีๆๆๆขึ้นเรื่อยๆ blog นี้ทำขึ้นหลังจากที่ ดร.ยงยุทธ แนะนำในชั่วโมงแรกของการเรียนการสอนไม่กี่นาที ก็หลังจากที่เข้าไปอ่าน blog ของ ดร. เสร็จก็ลยเลย ความรู้ที่ได้แม้จะประเมินออกมาแล้วคะแนนจะไม่ถึง A แต่ผมรู้ว่าความรู้ที่ได้มันเกิน A แล้วครับ จะเป็นไรไป B+ มา 2 วิชาซ้อนแล้วนี่

วันเสาร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2553

อีโคคาร์

ไม่ได้เชียร์นะครับ แต่เห็นว่าราคาที่เปิดตัวมาพอใช้ได้เลย ใครที่คิดว่าจะซื้อรถให้ลูกสักคัน ผมว่าลองไปดูนะครับ ส่วนถ้าใครสนใจ เชพโลเลต ทุกรุ่น อยากมีส่วนลดหลายๆหมื่นบาท ติดต่อส่วนตัวได้ครับ

ข่าวในประเทศ - นับถอยหลังอีกเพียงกว่า 3 เดือน สิทธิประโยชน์ให้กับ "อีโคคาร์" จะเริ่มมีผลเป็นทางการ แต่เมื่อสำรวจความพร้อมของค่ายรถกลับเงียบสนิท แม้แต่ "ฮอนด้า" ที่ประกาศตัวพร้อมสุด และจะเปิดตัวรถได้ในปลายปี 2552-2553 ก็เกิดอาการคล้ายโรคเลื่อน ถึงจะยืนยันทุกอย่างเป็นไปตามแผน แต่ก็ยอมรับจะไม่ใช่ค่ายแรกแน่นอน เช่นเดียวกับยี่ห้ออื่นๆ ที่มีแผนผลิตในปี 2553 ต่างเลื่อนกันหมด ไม่ว่าจะเป็น "ซูซูกิ-ทาทา" ยิ่งไม่ต้องพูดถึง "โตโยต้า-มิตซูบิชิ" ที่มีความพร้อมน้อยที่สุด งานนี้นอกจากผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจโลก จนเป็นช่องให้เกือบทั้งหมดจับมือเตรียมเจรจากับรัฐบาล ขอลดเงื่อนไขการลงทุน 2 ประเด็น คือ กำลังการผลิต 1 แสนคัน ในปีที่ 5 เป็นต้นไป และเงินลงทุน 5,000 ล้านบาท รวมถึงเปลี่ยนจากตั้งโรงงานใหม่ เป็นเพียงลงทุนเครื่องจักรใหม่เท่านั้น โดยต่างจะรอการเจรจาก่อน จึงจะกลับมาดูแผนผลิตอีโคคาร์อีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มขึ้นไลน์ผลิตในปี 2554 โน้น ส่วนค่าย "นิสสัน" จะเดินหน้าลุยเดี่ยว เปิดตัวทำตลาดแน่ในปี 2553 เพราะเป็นนโยบายบริษัทแม่ ที่ย้ายฐานการผลิตรถเล็กจากญี่ปุ่นมาไทยอยู่แล้ว ฉะนั้นผลการเจรจาเป็นอย่างไร นิสสันมีแต่ได้อย่างเดียว



นิสสัน มาร์ช


1 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไป จะเริ่มให้สิทธิประโยชน์รถยนต์นั่งขนาดเล็กประหยัดพลังงาน หรือ "อีโคคาร์" ซึ่งมีบริษัทรถยนต์ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ 6 รายได้ ได้แก่ ฮอนด้า, นิสสัน, ซูซูกิ, ทาทา, มิตซูบิชิ และโตโยต้า รวมมูลค่าลงทุนกว่า 4 หมื่นล้านบาท ฉะนั้นหากทุกอย่างเป็นไปตามแผนงานของแต่ละยี่ห้อ ปลายปีนี้น่าจะเริ่มเห็นความเคลื่อนไหวอย่างคึกคักของอีโคคาร์ หรืออาจจะถึงกับมีการเผยโฉมให้เห็นกันบ้างแล้ว ก่อนลุยตลาดแย่งชิงยอดขายกันอย่างดุเดือดในปี 2553 เป็นต้นไป





แน่นอนจากข่าวคราวก่อนหน้านี้ "ฮอนด้า" ถือว่าเป็นค่ายที่มีความพร้อมมากที่สุด จากนโยบายใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ขนาดเล็ก เมื่อเกิดโครงการอีโคคาร์ในไทย จึงเข้าทางฮอนด้าแบบเต็มๆ จึงไม่แปลกที่ฮอนด้าจะยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอเป็นรายแรก ด้วยวงเงินลงทุนกว่า 6,700 ล้านบาท และงานนี้ผู้บริหารของเอเชี่ยน ฮอนด้า มอเตอร์ สำนักงานใหญ่ของฮอนด้าประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ถึงกับประกาศว่าจะผลิตรถออกมาในช่วงปี 2552-2553

หากดูเวลา ณ ช่วงนั้น นั่นก็หมายความว่า... ฮอนด้าจะเป็นรายแรก ที่ผลิตรถอีโคคาร์ออกมา!

ส่วนค่ายอื่นๆ ที่ประกาศพร้อมลุย ไม่ว่าจะเป็น "ซูซูกิ" ซึ่งได้ตกลงซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมเหมราช อีสเทิร์นซีบอร์ด เพื่อตั้งโรงงานผลิตรถยนต์อีโคคาร์ มูลค่าลงทั้งหมด 9,500 ล้านบาท และตั้งเป้าว่าจะเริ่มผลิตในปี 2553 เช่นเดียวกับ "นิสสัน" และ "ทาทา" ขณะที่โตโยต้าและมิตซูบิชิน่าจะเป็นปีถัดไปประมาณปี 2554-2555





แต่ในความเป็นจริง ณ วันนี้ ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียงกว่า 3 เดือน ที่จะเริ่มให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับรถยนต์อีโคคาร์ กลับแทบจะไม่มีข่าวคราวความคืบหน้าดังกล่าวเลย ยกเว้นค่าย "นิสสัน" ที่ชัดเจนว่า... จะเปิดตัวอีโคคาร์สู่ตลาดในปี 2553 นี้

"ฮอนด้ายืนยันว่าทุกอย่างยังเป็นไปตามแผน แต่ยังไม่สามารถบอกกำหนดเปิดตัวแน่นอนได้ ส่วนการเปิดตัวสู่ตลาดเป็นรายแรกคงไม่ใช่ และก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญด้วย เพราะอยู่ที่ว่าสินค้าใครจะถูกใจลูกค้ามากกว่า และฮอนด้ามีความมั่นใจสินค้าจะสามารถตอบสนองลูกค้าได้"





นั่นคือให้การสัมภาษณ์สื่อมวลชนล่าสุดของ "อาซึชิ ฟูจิโมโตะ" ประธานบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ที่ชัดเจนว่า... ฮอนด้าจะไม่ใช่รายแรกที่เปิดตัวอีโคคาร์สู่ตลาด และแม้จะยืนยันทุกอย่างเป็นไปตามแผน แต่จากกระแสข่าวที่ออกมา โครงการอีโคคาร์ของฮอนด้าน่าจะเลื่อนไปเป็นปี 2554

ส่วนค่ายที่เคยประกาศความพร้อมอย่างซูซูกิ ได้มีรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์นิเคอิ ถึงการเลื่อนแผนการสร้างโรงงานในไทย และเรื่องนี้ "สิทธิศักดิ์ เกสรวิบูลย์" รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซูซูกิ ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ยอมรับว่า...

"การเลื่อนแผนตั้งโรงงานในไทย เป็นไปตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และสภาวะอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ชะลอตัวลง แต่ซูซูกิไม่ได้ยกเลิกโครงอีโคคาร์ในไทย เพราะบริษัทแม่มีความต้องการลงทุนในไทย โดยได้จัดซื้อที่ดินรองรับไว้แล้ว หากเป็นไปตามแผนขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนก่อสร้างโรงงาน เพียงแต่สถานการณ์ต่างๆ ไม่เอื้ออำนวย จึงต้องชะลอแผนไปก่อน"





เมื่อเป็นเช่นนี้อีโคคาร์ของซูซูกิน่าจะเปิดตัวได้ในปี 2554 เป็นอย่างเร็ว เช่นเดียวกับค่าย "ทาทา" ที่เดิมกำหนดจะขึ้นไลน์ผลิตในช่วงปลายปี 2553 แต่จากข่าวคราวล่าสุดก็เลื่อนออกไปในช่วงระยะเวลาเดียวกัน ส่วนโตโยต้าและมิตซูบิชิที่ไม่ได้มีความพร้อมในโครงการอีโคคาร์มากที่สุด แน่นอนการที่คู่แข่งเลื่อนแผนเปิดตัวออกไปจึงเป็นผลดีกับทั้งสองยี่ห้อ มากกว่า

การเลื่อนเปิดตัวอีโคคาร์ของค่ายรถเกือบทั้งหมด สิ่งที่อ้างได้มาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว จนทำให้ตลาดรถยนต์หดตัวลงอย่างมาก จึงเป็นจังหวะไม่เหมาะสมที่จะลงทุนโครงการขนาดใหญ่ และที่สำคัญเงื่อนไขการลงทุนของอีโคคาร์ นับว่าเป็นอุปสรรคอย่างมากในการลงทุนสภาวะเช่นนี้

"สภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ จนส่งผลกระทบทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะรถยนต์ที่ยอดขายและส่งออกตกลงมาก ทำให้บริษัทรถยนต์ที่ยื่นขอรับส่งเสริมลงทุนผลิตอีโคคาร์ชะลอแผนออกไป เพราะจะเป็นความเสี่ยงมากหากจะลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ในสภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย และอาจจะส่งผลต่อการดำเนินในอนาคตได้"

เป็นคำกล่าวของแหล่งข่าวจากหนึ่งในบริษัท ที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนโครงการอีโคคาร์จากบีโอไอ และเดิมมีแผนจะเปิดตัวรถสู่ตลาดในปี 2553 เช่นกัน พร้อมกันนี้ยังเปิดเผยกับ "ASTVผู้จัดการมอเตอริ่ง" ว่า... "ปัญหา สำคัญอีกอย่างที่เรามองเห็นในทิศทางเดียวกัน คือ เงื่อนไขการลงทุนในการรับสิทธิประโยชน์ของโครงการอีโคคาร์ ไม่เอื้ออำนวยกับสภาวะปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องของการผลิตรถยนต์ 1 แสนคันขึ้นไปในปีที่ 5 และมูลค่าการลงทุนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท"

"เหตุนี้จึงมีการคุยกัน ว่า จะเข้าไปคุยกับรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอปรับเงื่อนไขการลงทุนดังกล่าวลง เพราะสภาวะเช่นนี้การผลิตรถยนต์โมเดลหนึ่งให้ได้ 1 แสนคันเป็นเรื่องยากมาก และปัจจุบันบริษัทรถยนต์เกือบทั้งหมดล้วนประสบปัญหาสภาพคล่อง เงินลงทุนในการตั้งโรงงานใหม่ จึงเป็นปัญหาพอสมควร เหตุนี้ทางค่ายรถจึงต้องการลดวงเงินลงทุนลง และอาจจะไม่ตั้งโรงงานแห่งใหม่ โดยนำเครื่องจักรใหม่มาตั้งในโรงงานที่มีปัจจุบันแทนจะได้หรือไม่"

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า... "นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ค่ายรถส่วนใหญ่เลื่อนแผนลงทุนและผลิตออกไปก่อน ส่วนที่ค่ายนิสสันยังสามารถดำเนินการตามแผนได้ เพราะเป็นนโยบายของบริษัทใหม่ นิสสัน มอเตอร์ ที่ได้มีการย้ายฐานการผลิตรถยนต์ขนาดเล็กมาไทยอยู่แล้ว จึงต้องลงทุนและผลิตรถออกมาทำตลาดและส่งออก แทนโรงงานที่ญี่ปุ่น ดังนั้นไม่ว่าโครงการอีโคคาร์จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ นิสสันก็มีแต่เสมอตัวกับได้ประโยชน์เท่านั้น"

จากความเคลื่อนไหวทั้งหมด อีโคคาร์ของค่ายรถที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนส่วนใหญ่ ไม่น่าจะเกิดได้ในปี 2552-2553 นี้ ยกเว้น "นิสสัน" ค่ายเดียวที่ประกาศเดินหน้าตามแผนเช่นเดิม จากการเปิดเผยของ "โทรุ ฮาเซกาวา" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

"อีโคคาร์เป็นรถเล็กราคาประหยัด ที่จะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ และตลาดรถยนต์ในประเทศให้มีความคึกคัก ในส่วนของบริษัทยืนยันว่าจะมีรถทำตลาดในปีหน้า และจากนั้นจะมีหลายค่ายทยอยเปิดตัวทำตลาดซึ่งระยะเวลาจะเป็นเมื่อไหร่ไม่รู้ แต่คาดว่า ภายใน 3-4 ปี อีโคคาร์จะได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวไทย และเป็นตลาดใหญ่ด้วยยอดขาย 1.0-1.5 แสน

ทั้งนี้จากรายงานข่าว นิสสัน มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น ได้ลงทุนในประเทศไทย เพื่อยกฐานะให้เป็นฐานการผลิตรถยนต์นั่งขนาดเล็ก "นิสสัน มาร์ช" (Nissan March) โมเดลใหม่ ซึ่งเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 4 เพื่อส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น และอาเซียน โดยอีโคคาร์จะใช้พื้นฐานโครงสร้างตัวถังของมาร์ชในการพัฒนา ส่วนจะใช้ชื่ออะไรยังไม่ชัดเจนในขณะนี้

สำหรับจุดขายอีโคคาร์ของนิสสัน จะเน้นที่เรื่องของราคาประหยัด สมถรรนะเยี่ยม และมีความอเนกประสงค์ในการใช้งาน โดยเครื่องยนต์จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งว่ากันว่ามีอัตราสิ้นเปลืองต่ำมาก อาจจะถึง 25 กิโลเมตรต่อลิตร ฉะนั้นอัตราสิ้นเปลือง 20 กิโลเมตรต่อลิตร ตามเงื่อนไขอีโคคาร์จึงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

ดังนั้นผู้ที่เฝ้ารอคอยอีโคคาร์ คงไม่ถึงกับเป็นแม่สายบัวรอเก้อ เพราะ ณ เวลานี้ยังมีอีโคคาร์"นิสสัน" ที่มาตามนัด ถึงจะเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่เปิดตัวนำร่องไปก่อนก็ตาม แต่หากใครยังยึดติดกับแบรนด์ หรือต้องการมีทางเลือกที่หลากหลาย คงต้องเก็บตังค์รอต่อไปจนถึงปี 2554 โน้น!

ข้อมูลข่าวจาก : ASTVผู้จัดการออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2553

นวัตกรรม เทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศ

ความหมายของ "นวัตกรรม เทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศ" “นวัตกรรม เทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศ”

ความหมาย คำว่า “นวัตกรรม” มีผู้ให้ความหมายที่คล้ายคลึงกัน ดังนี้

มอร์ตัน (Morton,J.A.) ให้ความหมาย “นวัตกรรม” ว่าเป็นการทำให้ใหม่ขึ้นอีกครั้ง(Renewal) ซึ่งหมายถึง การปรับปรุงสิ่งเก่าและพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ตลอดจนหน่วยงาน หรือองค์การนั้น ๆ นวัตกรรม ไม่ใช่การขจัดหรือล้มล้างสิ่งเก่าให้หมดไป แต่เป็นการ ปรับปรุงเสริมแต่งและพัฒนา (boonpan edt01.htm)

ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2521 : 14) ได้ให้ความหมาย “นวัตกรรม” ไว้ว่าหมายถึง วิธีการปฎิบัติใหม่ๆ ที่แปลกไปจากเดิมโดยอาจจะได้มาจากการคิดค้นพบวิธีการใหม่ๆ ขึ้นมาหรือมีการปรับปรุงของเก่าให้เหมาะสมและสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ได้รับการทดลอง พัฒนาจนเป็นที่เชื่อถือได้แล้วว่าได้ผลดีในทางปฎิบัติ ทำให้ระบบก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

จรูญ วงศ์สายัณห์ (2520 : 37) ได้กล่าวถึงความหมายของ “นวัตกรรม” ไว้ว่า “แม้ในภาษาอังกฤษเอง ความหมายก็ต่างกันเป็น 2 ระดับ โดยทั่วไป นวัตกรรม หมายถึง ความพยายามใด ๆ จะเป็นผลสำเร็จหรือไม่ มากน้อยเพียงใดก็ตามที่เป็นไปเพื่อจะนำสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ทำอยู่เดิมแล้ว กับอีกระดับหนึ่งซึ่งวงการวิทยาศาสตร์แห่งพฤติกรรม ได้พยายามศึกษาถึงที่มา ลักษณะ กรรมวิธี และผลกระทบที่มีอยู่ต่อกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง คำว่า นวัตกรรม มักจะหมายถึง สิ่งที่ได้นำความเปลี่ยนแปลงใหม่เข้ามาใช้ได้ผลสำเร็จและแผ่กว้างออกไป จนกลายเป็นการปฏิบัติอย่างธรรมดาสามัญ (บุญเกื้อ ควรหาเวช , 2543)

จากความหมายดังกล่าวข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า “นวัตกรรม” หมายถึง การนำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาพัฒนาปรับปรุงวิธีการ กระบวนการต่างๆ ให้ก้าวไปสู่ผสสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ความหมายของคำว่า “เทคโนโลยี” มีผู้ให้ความหมายไว้ดังนี้

พจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน (2539 : 406) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยี คือ "วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะในการนำเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรม"

สิปปนนท์ เกตุทัต (ม.ป.ป. 81) อธิบายว่า เทคโนโลยี คือ การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ มาผสมผสานประยุกต์ เพื่อสนองเป้าหมายเฉพาะตามความต้องการของมนุษย์ด้วยการนำทรัพยากรต่าง ๆ มาใช้ในการผลิตและจำหน่ายให้ต่อเนื่องตลอดทั้งกระบวนการ เทคโนโลยีจึงมักจะมีคุณประโยชน์และเหมาะสมเฉพาะเวลาและสถานที่ และหากเทคโนโลยีนั้นสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม เทคโนโลยีนั้นจะเกื้อกูลเป็นประโยชน์ทั้งต่อบุคคลและส่วนรวม หากไม่สอดคล้องเทคโนโลยี นั้น ๆ จะก่อให้เกิดปัญหาตามมามหาศาล
ธรรมนูญ โรจนะบุรานนท์ (2531 : 170) กล่าวว่า เทคโนโลยี คือ ความรู้วิชาการรวมกับความรู้วิธีการ และความชำนาญที่สามารถนำไปปฏิบัติภารกิจให้มีประสิทธิภาพสูง โดยปกติเทคโนโลยีนั้นมีความรู้วิทยาศาสตร์รวมอยู่ด้วย นั้นคือวิทยาศาสตร์เป็นความรู้ เทคโนโลยีเป็นการนำความรู้ไปใช้ในทางปฏิบัติ จึงมักนิยมใช้สองคำด้วยกัน คือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเน้นให้เข้าใจว่า ทั้งสองอย่างนี้ต้องควบคู่กันไปจึงจะมีประสิทธิภาพสูง

จากการที่มีผู้ให้ความหมายไว้หลากหลาย สรุปได้ว่า “เทคโนโลยี” หมายถึง วิชาที่นำเอาวิทยาการทางวิทยาศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ มาประยุกต์ใช้ในทางปฎิบัติ กอปรกับการนำเอาความชำนาญในเรื่องนั้นๆ เข้ามาใช้เพื่อให้ภารกิจนั้นมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

ความหมายของคำว่า “เทคโนโลยีสารสนเทศ”

บีแฮนและโฮลัมส์ ให้ความหมายไว้ว่า "เทคโนโลยีสารสนเทศหมายถึง เทคโนโลยีที่ทำให้มนุษย์สามารถสร้างระบบสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้เกิดประสิทธิผลและประโยชน์อย่างมหาศาล ได้แก่ การใช้ทำเบียนข้อมูล การจัดเก็บ การประมวลผลการค้นคืน การส่งและรับสารสานเทศต่าง ๆ

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้ความหมายว่า "เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง เทคโนโลยีทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสารสนเทศ เมจากเทคโนโลยีเดิมที่ใช้ในการจัดเก็บ ประมวลผล แสดงผล และเผยแพร่สารสนเทศในรูปของข้อมูล ข้อความและเรื่อง โดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีโทรคมนาคม

ลูคัส จูเนียร์ (Lucas,JR 1997 : 7 ) กล่าวว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง รูปแบบของเทคโนโลยีทุกประเภท ที่นำมา ประยุกต์ใช้ เพื่อการประมวลผล การจัดเก็บ

สรุป "เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดวิธีการใหม่ ๆ ในการจัดเก็บข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ การประมวลผล แสดงผล การเข้าถึงสารสนเทศ การรับสารสนเทศ และการจัดการสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพ

ขอบคุณ ธุมวดี บุรีวงศ์ http://learners.in.th/blog/nsrug520214/359893

วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2553

วิธีการเขียนโครงการ

วิธีการเขียนโครงการ

โครงการ หมายถึง การวางแผนล่วงหน้าที่จัดทำขึ้นอย่างมีระบบ ประกอบด้วยกิจกรรมย่อยหลายกิจกรรมที่ต้องใช้ทรัพยากรในการดำเนินงาน และคาดหวังที่จะได้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า แต่ละโครงการมีเป้าหมายเพื่อการผลิตหรือการให้บริการเพื่อเพิ่มพูนสมรรถภาพของแผนงาน การเขียนโครงการจึงเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของการวางแผนที่จะทำให้องค์กรบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย

ลักษณะของโครงการที่ดี
1. สามารถแก้ปัญหาขององค์กรหรือหน่วยงานนั้น ๆ ได้
2. มีรายละเอียด วัตถุประสงค์เป้าหมายต่าง ๆ ชัดเจน สามารถดำเนินงานได้
3. รายละเอียดของโครงการต่อเนื่องสอดคล้องสัมพันธ์กัน
4. ตอบสนองความต้องการของกลุ่มชน สังคมและประเทศชาติ
5. ปฏิบัติแล้วสอดคล้องกับแผนงานหลักขององค์กร
6. กำหนดขึ้นอย่างมีข้อมูลความจริงและเป็นข้อมูลที่ได้รับการวิเคราะห์อย่างรอบคอบ
7. ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารทุกด้าน โดยเฉพาะด้านทรัพยากรที่จำเป็น
8. มีระยะเวลาในการดำเนินงานแน่นอน ระบุวันเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด
9. สามารถติดตามประเมินผลได้

ขั้นตอนการเขียนโครงการ
1. วิเคราะห์ปัญหาหรือความต้องการ ดำเนินการโดย
- ศึกษาสภาพแวดล้อมเพื่อค้นหาปัญหา
- กำหนดสภาพแห่งการหมดปัญหา
- กำหนดแนวทางแก้ไข
2. เขียนโครงการ โดยมีเทคนิค ดังนี้
2.1 ก่อนลงมือ ต้องตั้งคำถามและตอบคำถาม 6 W 1H
2.1.1 W1 = WHO หมายถึง คำถาม “ใครเป็นผู้ดำเนินโครงการ”
2.1.2 W2 = WHAT หมายถึง คำถาม “จะทำอะไรบ้าง”
2.1.3 W3 = WHEN หมายถึง คำถาม “จะทำเมื่อไหร่”
2.1.4 W4 = WHERE หมายถึง คำถาม “จะดำเนินโครงการที่ไหน”
2.1.5 W5 = WHY หมายถึง คำถามที่เกี่ยวกับ “จะทำโครงการนี้ไปทำไม”
2.1.6 W6 = TO WHOM หมายถึง คำถาม “ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์”
2.1.7 H1 = HOW หมายถึง คำถาม “จะดำเนินโครงการอย่างไร”
2.2 ศึกษาเกณฑ์การคัดเลือกโครงการ
2.3 ลงมือเขียนโครงการ โดยใช้ภาษาเขียนที่กระชับ สื่อความหมายได้ชัดเจน

รูปแบบการเขียนโครงการ
การเขียนโครงการจะประกอบด้วย
1. ชื่อโครงการ เป็นการระบุเพื่อให้ทราบถึงแนวทางปฏิบัติและการคาดหวังผลตอบแทนที่สืบเนื่องจากการปฏิบัติโครงการตลอดจนทิศทางของการดำเนินโครงการนั้น
2. หลักการและเหตุผล เป็นการระบุถึงสภาพปัญหาและความจำเป็นในการจัดทำโครงการขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
3. วัตถุประสงค์โครงการ เป็นการแสดงให้เห็นถึงสิ่งหรือผลงานที่เป็นจุดหมายปลายทางที่ต้องการจะให้เกิดขึ้นจาการปฏิบัติงานนั้น การกำหนดวัตถุประสงค์ที่ดีจะเป็นการช่วยให้การกำหนดขั้นตอนสำหรับปฏิบัติเป็นอย่างรัดกุม การกำหนดวัตถุประสงค์ที่ดีควรประกอบด้วยองค์ประกอบที่เรียกว่า “SMART”
1. S = Sensible (เป็นไปได้) วัตถุประสงค์ที่ดีต้องมีความเป็นไปได้
2. M = Measurable ( วัดได้) วัตถุประสงค์ที่ดีจะต้องสามารถวัดและประเมินผลได้
3. A = Attainable (ระบุสิ่งที่ต้องการ) วัตถุประสงค์ที่ดีจะต้องระบุสิ่งที่ต้องการ
ดำเนินงานอย่างชัดเจนและเฉพาะเจาะจงมากที่สุด
4. R = Reasonable (เป็นเหตุเป็นผล) วัตถุประสงค์ที่ดีต้องมีความเป็นเหตุเป็นผล
ในการปฏิบัติงาน
5. T = Time ( เวลา) วัตถุประสงค์ที่ดีต้องมีขอบเขตของเวลาที่แน่นอนในการ
ปฏิบัติงาน

4. กลุ่มเป้าหมาย ระบุกลุ่มเป้าหมายและจำนวนให้ชัดเจน ใครคือผู้ที่จะได้รับผลดีจากโครงการนี้ จำนวนผู้ที่ได้รับผลดีจากโครงการนี้

5. สถานที่ดำเนินการ ระบุสถานที่ดำเนินการโครงการ ระบุพื้นที่ โดยระบุหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด

6. ระยะเวลาดำเนินการโครงการ เป็นการกำหนดช่วงเวลาการปฏิบัติโครงการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นปฏิบัติโครงการจนถึงการสิ้นสุดโครงการนั้น





7. วิธีดำเนินการ ควรแสดงถึงกิจกรรมและกระบวนการปฏิบัติงานที่สอดรับกับวัตถุประสงค์
แสดงรายละเอียดกิจกรรมเพียงพอ และมีกำหนดระยะเวลาของแต่ละกิจกรรมที่สมเหตุสมผล และควรมีกิจกรรมต่อเนื่อง หากเป็นโครงการที่มีการฝึกอบรม ดูงาน จะต้องมีกิจกรรมต่อเนื่องที่จะส่งผลต่อการคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุนผู้สูงอายุ และมีกำหนดการการฝึกอบรม หัวข้อที่จะฝึกอบรม
การเขียนวิธีดำเนินการ ให้แจกแจงดังนี้
- ขั้นเตรียมการ
- ขั้นดำเนินงาน
- กิจกรรมที่จะดำเนินงานตามโครงการ

8. งบประมาณ งบประมาณหรือค่าใช้จ่ายของโครงการนับเป็นทรัพยากรที่สำคัญต่อการปฏิบัติโครงการ โดยทั่วไปมีองค์ประกอบ ดังนี้
1. ยอดรวมค่าใช้จ่ายทั้งโครงการ
2. ค่าใช้จ่ายของแต่ละกิจกรรมหรือแต่ละช่วงเวลาพร้อมทั้งรายละเอียดค่าใช้จ่าย

9. การประเมินโครงการ เป็นกระบวนการในการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลของการดำเนินโครงการและพิจารณาบ่งชี้ให้ทราบถึงจุดเด่นหรือจุดด้อยของโครงการนั้น

10. ผลที่คาดว่าจะได้รับ เป็นผลที่เกิดขึ้นจากการที่โครงการบรรลุวัตถุประสงค์ ผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติโครงการ สามารถแสดงให้เห็นผลที่เป็นประโยชน์ทางตรง ทางอ้อม



ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.maehongson.m-society.go.th/datafrom/form/วิธีเขียนโครงการ.doc